สารพฤกษเคมี หรือ ไฟโตนิวเทรียนท์(Phytonutrients) หมายถึง
สารเคมีธรรมชาติหรือสารเคมีที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพที่พบเฉพาะในพืชจำพวกผักผลไม้
โดยสารกลุ่มนี้อาจเป็นสารที่ทำให้พืชผักชนิดนั้นๆ มีสีสัน กลิ่น
หรือรสชาติที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว ตลอดจนปกป้องกันโรคแก่ผลไม้ พืชผัก เมล็ดธัญพืช
และถั่วต่างๆ เป็นทั้งระบบภูมิคุ้มกันที่คอยปกป้องพืช
สารพฤกษเคมีเหล่านี้หลายชนิดมีฤทธิ์ต่อต้าน
หรือป้องกันโรคบางชนิดและโรคสำคัญที่มักจะกล่าวกันว่าสารกลุ่มนี้ช่วยป้องกันได้คือ
“ โรคมะเร็ง ” กลไกการทำงานของสารพฤกษเคมีเมื่อเข้าสู่ร่างกายอาจเป็นไปโดยการช่วยให้เอ็นไซม์บางกลุ่มทำงานได้ดีขึ้น
เอ็นไซม์บางชนิดทำหน้าที่ทำลายสารก่อมะเร็งที่เข้าสู่ร่างกาย
มีผลทำให้สารก่อมะเร็งหมดฤทธิ์ ซึ่งปัจจุบันพบสารพฤกษเคมีแล้วมากกว่า 15,000 ชนิด
เนื้อหาเพิ่มเติ่ม http://www.life46.com/สารพฤกษเคมี-phytochemicals/
เนื้อหาเพิ่มเติ่ม http://www.life46.com/สารพฤกษเคมี-phytochemicals/
❀นักวิทยาศาสตร์พบว่าสารพฤกษเคมีสร้างประโยชน์ด้วยกลไกการออกฤทธิ์ในรูปแบบต่างๆ
ดังนี้
- ด้านออกซิเดชัน (Oxidative
Stress) ทำลายฤทธิ์ของอนุมูลอิสระ
- ลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ ดีเอ็นเอ(DNA) เป็นกลไกสำคัญ
ที่ทำให้สารพฤกษเคมีลดการเกิดโรคมะเร็งได้
- เพิ่มภูมิต้านทานโรค, เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
- ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์,
ควบคุมการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน
- ต่อต้านการอักเสพ
- ช่วยกำจัดสารพิษ
- ช่วยให้ร่างกายทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การผสมผสานของสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในผักและผลไม้ชนิดต่างๆหลากชนิดจะให้คุณภาพการต้านอนุมูลอิสระที่ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากแหล่งอาหารเพียงแหล่งเดียว สมัยนี้คนไทยเราส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยรับประทานผักผลไม้กันมากนักหรือรับประทานในปริมาณที่ไม่เพียงพอในแต่ละวัน ซึ่งผักและผลไม้นั้นถือว่าเป็นแหล่งที่ดีที่สุดของสารต้านอนุมูลอิสระ
เมื่อรับประทานไม่เพียงพอก็อาจจะมีสารต้านอนุมูลอิสระในระดับที่ต่ำ
ดังนั้นการบริโภคผักและผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน จะช่วยให้ประสิทธิภาพของสารต้านอนุมูลอิสระเพียงพอในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ
ได้
❀ประเภทของสารพฤกษเคมี
สารพฤกษเคมีที่ถูกค้นพบและนำมาใช้ประโยชน์แล้วนั้นมีมากกว่า 25,000 ชนิด
ทั้งยังไม่มีการศึกษาค้นพบอีกเป็นจำนวนมาก ด้วยสารพฤกษเคมีนั้นมีหลายชนิด
และแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงจำแนกสารพฤกษเคมีคร่าวๆ
ที่พบได้บ่อยดังต่อไปนี้
-
แคโรทีนอยด์ (Carotenoids)
-
กลูโคไซโนเลท (Glucosinolate) / ไอโซโธโอไซยาเนท (Isothiocynate)
-
โพลีฟินอล (Polyphenols) : ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids),
แอนโธไซยานินส์ (Anthocyanins),
ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids),
โพรแอนโธไซยานิน (Proanthocyanidins)
-
ไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogens)
-
เฟนโนลิก (Phenolics) / สารประกอบซีสติก (Cystic
Compound)
-
ซาโปนินส์ (Saponins)
-
ไฟโตสเตอรอล (Phytosterol)
-
ซัลไฟด์ (Sulfide) และไธออล (Thiols)
❀สารพฤกษเคมีที่พบได้ในผลไม้ไทยชนิดต่างๆ
ใยอาหาร
: มีประโยชน์ในการขับถ่าย ช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาล ไขมัน และคอเลสเตอรอล
ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
ช่วยขับของเสียออกจากร่างกายได้เร็วจึงลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้
เพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดอนุมูลอิสระ ทำให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น เหมาะสำหรับผู้มีแนวโน้มเป็นโรคเบาหวาน
คาโรตินอยด์
: มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง
โรคหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันโรคตาในผู้สูงอายุ เนื่องจากช่วยกรองแสงยูวีสีน้ำเงิน
ลดความเสี่ยงในการเป็นต้อกระจก
ฟลาโวนอยด์
: ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด ลดความดันโลหิต
ลดน้ำตาลในเลือด เพิ่มภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้
ฟลาโวนอยด์กลุ่มไอโซฟลาโวนอยด์มีฤทธิเหมือนฮอร์โมนเพศหญิง กลุ่มแคทธิชิน
ช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนัก และกลุ่มแอนโทไซยานิน ซึ่งมีสีแดงยังช่วยขยายหลอดเลือด
ป้องกันเซลล์ประสาท และบำรุงสายตา
กรดฟินอลิค
: มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นเอนไซม์ที่ต้านอนุมูลอิสระ
ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง ลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ
ลดปริมาณออกซิไดซ์แอลดีแอล ต้านการก่อกลายพันธุ์
กรดอินทรีย์
: เป็นสารที่ให้รสเปรี้ยว มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
เทอร์ปีน
: เป็นสารที่ให้กลิ่นหอมมีฤทธิ์ยับยั้งมะเร็ง
พรีไบโอติก
: ประกอบด้วย อินนูลิน และโอลิโกแซคคาไรด์
ช่วยให้แบคทีเรียก่อโรคและมีประโยชน์สมดุลกัน
และทำให้เกิดเมตาโบไลท์ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน
ผลไม้ที่ควรรับประทานเนื่องจากมีสารพฤกษเคมีเหล่านี้จำนวนมาก คือ ส้ม ส้มโอ สับปะรด กล้วย ทับทิม
มะละกอ มะเฟือง ทุเรียน มังคุด มะม่วง ฝรั่ง น้อยหน่า และแก้วมังกร
ส่วนผลไม้บางอย่างที่ให้พลังงานและน้ำตาลสูงอย่างทุเรียน หากกังวลว่าจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นไปอีกนั้น มีงานวิจัยชี้ว่าการดูดซึมน้ำตาลจากการบริโภคผลไม้แตกต่างกับการบริโภคของหวาน
เพราะผลไม้มีใยอาหารหรือไฟเบอร์ ช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาล
ซึ่งจะให้ดัชนีน้ำตาลต่ำนั่นเอง
ที่มาของข้อมูล
:
http://www.greenclinic.in.th/phytochemicals.html
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, ศ.เกียรติคุณ ดร.นันทวัน บุณยะประภัศร







