วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561

สารพฤกษเคมี (Phytochemical)

สารพฤกษเคมี หรือ ไฟโตนิวเทรียนท์(Phytonutrients) หมายถึง สารเคมีธรรมชาติหรือสารเคมีที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพที่พบเฉพาะในพืชจำพวกผักผลไม้ โดยสารกลุ่มนี้อาจเป็นสารที่ทำให้พืชผักชนิดนั้นๆ มีสีสัน กลิ่น หรือรสชาติที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว ตลอดจนปกป้องกันโรคแก่ผลไม้ พืชผัก เมล็ดธัญพืช และถั่วต่างๆ เป็นทั้งระบบภูมิคุ้มกันที่คอยปกป้องพืช สารพฤกษเคมีเหล่านี้หลายชนิดมีฤทธิ์ต่อต้าน หรือป้องกันโรคบางชนิดและโรคสำคัญที่มักจะกล่าวกันว่าสารกลุ่มนี้ช่วยป้องกันได้คือ โรคมะเร็ง กลไกการทำงานของสารพฤกษเคมีเมื่อเข้าสู่ร่างกายอาจเป็นไปโดยการช่วยให้เอ็นไซม์บางกลุ่มทำงานได้ดีขึ้น เอ็นไซม์บางชนิดทำหน้าที่ทำลายสารก่อมะเร็งที่เข้าสู่ร่างกาย มีผลทำให้สารก่อมะเร็งหมดฤทธิ์ ซึ่งปัจจุบันพบสารพฤกษเคมีแล้วมากกว่า 15,000 ชนิด  
เนื้อหาเพิ่มเติ่ม http://www.life46.com/สารพฤกษเคมี-phytochemicals/

 ❀นักวิทยาศาสตร์พบว่าสารพฤกษเคมีสร้างประโยชน์ด้วยกลไกการออกฤทธิ์ในรูปแบบต่างๆ ดังนี้
ด้านออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ทำลายฤทธิ์ของอนุมูลอิสระ
- ลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ ดีเอ็นเอ(DNA) เป็นกลไกสำคัญ ที่ทำให้สารพฤกษเคมีลดการเกิดโรคมะเร็งได้
เพิ่มภูมิต้านทานโรค, เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์, ควบคุมการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน
ต่อต้านการอักเสพ
ช่วยกำจัดสารพิษ
ช่วยให้ร่างกายทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การผสมผสานของสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในผักและผลไม้ชนิดต่างๆหลากชนิดจะให้คุณภาพการต้านอนุมูลอิสระที่ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากแหล่งอาหารเพียงแหล่งเดียว สมัยนี้คนไทยเราส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยรับประทานผักผลไม้กันมากนักหรือรับประทานในปริมาณที่ไม่เพียงพอในแต่ละวัน ซึ่งผักและผลไม้นั้นถือว่าเป็นแหล่งที่ดีที่สุดของสารต้านอนุมูลอิสระ เมื่อรับประทานไม่เพียงพอก็อาจจะมีสารต้านอนุมูลอิสระในระดับที่ต่ำ ดังนั้นการบริโภคผักและผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน จะช่วยให้ประสิทธิภาพของสารต้านอนุมูลอิสระเพียงพอในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้

❀ประเภทของสารพฤกษเคมี
             สารพฤกษเคมีที่ถูกค้นพบและนำมาใช้ประโยชน์แล้วนั้นมีมากกว่า 25,000 ชนิด ทั้งยังไม่มีการศึกษาค้นพบอีกเป็นจำนวนมาก ด้วยสารพฤกษเคมีนั้นมีหลายชนิด และแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงจำแนกสารพฤกษเคมีคร่าวๆ ที่พบได้บ่อยดังต่อไปนี้
- แคโรทีนอยด์ (Carotenoids)
- กลูโคไซโนเลท (Glucosinolate) / ไอโซโธโอไซยาเนท (Isothiocynate)
- โพลีฟินอล (Polyphenols) : ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids), แอนโธไซยานินส์ (Anthocyanins),
   ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids), โพรแอนโธไซยานิน (Proanthocyanidins)
- ไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogens)
- เฟนโนลิก (Phenolics) / สารประกอบซีสติก (Cystic Compound)
- ซาโปนินส์ (Saponins)
- ไฟโตสเตอรอล (Phytosterol)
- ซัลไฟด์ (Sulfide) และไธออล (Thiols)

❀สารพฤกษเคมีที่พบได้ในผลไม้ไทยชนิดต่างๆ
ใยอาหาร : มีประโยชน์ในการขับถ่าย ช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาล ไขมัน และคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยขับของเสียออกจากร่างกายได้เร็วจึงลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดอนุมูลอิสระ ทำให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น เหมาะสำหรับผู้มีแนวโน้มเป็นโรคเบาหวาน
คาโรตินอยด์ : มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันโรคตาในผู้สูงอายุ เนื่องจากช่วยกรองแสงยูวีสีน้ำเงิน ลดความเสี่ยงในการเป็นต้อกระจก
ฟลาโวนอยด์ : ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด ลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือด เพิ่มภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้ ฟลาโวนอยด์กลุ่มไอโซฟลาโวนอยด์มีฤทธิเหมือนฮอร์โมนเพศหญิง กลุ่มแคทธิชิน ช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนัก และกลุ่มแอนโทไซยานิน ซึ่งมีสีแดงยังช่วยขยายหลอดเลือด ป้องกันเซลล์ประสาท และบำรุงสายตา
กรดฟินอลิค : มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นเอนไซม์ที่ต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง ลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ ลดปริมาณออกซิไดซ์แอลดีแอล ต้านการก่อกลายพันธุ์
กรดอินทรีย์ : เป็นสารที่ให้รสเปรี้ยว มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
เทอร์ปีน : เป็นสารที่ให้กลิ่นหอมมีฤทธิ์ยับยั้งมะเร็ง
พรีไบโอติก : ประกอบด้วย อินนูลิน และโอลิโกแซคคาไรด์ ช่วยให้แบคทีเรียก่อโรคและมีประโยชน์สมดุลกัน และทำให้เกิดเมตาโบไลท์ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน
ผลไม้ที่ควรรับประทานเนื่องจากมีสารพฤกษเคมีเหล่านี้จำนวนมาก คือ ส้ม ส้มโอ สับปะรด กล้วย ทับทิม มะละกอ มะเฟือง ทุเรียน มังคุด มะม่วง ฝรั่ง น้อยหน่า และแก้วมังกร
ส่วนผลไม้บางอย่างที่ให้พลังงานและน้ำตาลสูงอย่างทุเรียน หากกังวลว่าจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นไปอีกนั้น มีงานวิจัยชี้ว่าการดูดซึมน้ำตาลจากการบริโภคผลไม้แตกต่างกับการบริโภคของหวาน เพราะผลไม้มีใยอาหารหรือไฟเบอร์ ช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาล ซึ่งจะให้ดัชนีน้ำตาลต่ำนั่นเอง

ที่มาของข้อมูล :
http://www.greenclinic.in.th/phytochemicals.html
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยศ.เกียรติคุณ ดร.นันทวัน บุณยะประภัศร

8 ความคิดเห็น:

  1. เนื้อหาครบถ้วนดีมากค่ะ

    ตอบลบ
  2. ครอบคลุมดีค่ะ ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆค่ะ

    ตอบลบ
  3. ชอบคับ อ่านเข้าใจง่ายดี

    ตอบลบ
  4. เก่งอ่ะ ทำได้น่าอ่านมากๆ

    ตอบลบ
  5. จัดรูปแบบได้น่าสนใจ เนื้อหาก้เข้าใจง่ายดีค่ะ

    ตอบลบ
  6. เนื้อหาจำง่ายดีคะ

    ตอบลบ